AHA และ BHA ต่างกันยังไง ?

AHA คนผิวแพ้ง่ายไม่ค่อยถูกกับสิ่งนี้เพราะระคายเคืองผิวมาก ส่วน BHA อาจจะให้ความระคายเคืองผิวเล็กน้อย ไม่มากเท่า AHA

แต่อย่างไรก็ตามยังมีงานวิจัยหลายๆงานวิจัยที่น่าสนใจที่พบว่า ผู้ที่ใช้เครื่องสำอางผสม AHA และ BHA เป็นประจำเป็นเวลานาน เพื่อหวังผลไม่ให้ผิวหน้าเหี่ยวย่น หน้าขาวหรือหน้าใส อาจจะส่งผลในทางตรงกันข้ามก็เป็นได้ เพราะธรรมชาติของผิวหนังที่ได้รับการกระตุ้นบ่อยเกินไป ทำให้เซลผิวชะงักและชะลอการสร้างเซลใหม่

นอกจากนั้นยังมีบางวิจัยพบว่าสารทั้งสองกลุ่มไม่เหมาะสำหรับใช้กับผิวหนังคน เอเชียและคนผิวคล้ำดำ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดรอยด่างดำ และทำให้สีผิวสม่ำเสมอได้

AHA เป็นสารที่สกัดมาจากธรรมชาติ ซึ่งสารที่ได้จะออกมาในลักษณะกรดต่างๆ เช่น กรดซิตริก, กรดแล็กติก , กรดทาร์ทาลิก เป็นต้น ซึ่งจะสกัดออกมาให้มีความเข้มข้นที่สูง แต่เวลาที่ผู้ผลิตเอาไปใช้ก็จะมีการกำหนดการใส่เป็น % ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะผสม AHA ที่ความเข้มข้นประมาณ 3-12% ขึ้นไป ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเหมาะกับสภาพผิวของทุกคน

BHA เป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น โดยจะออกมาในรูปแบบกรดเหมือนกัน ซึ่ง BHA ที่เรารู้จักกันดีก็คือสาร Salicylic นั้นเอง ซึ่งเป็นกรดที่นิยมเป็นส่วนผสมใน โฟมล้างหน้า และผลิตภัณฑ์หรือครีมรักษาสิวต่างๆ

ความเข้มข้นของสาร

ความเข้มข้นของ AHA และ BHA ที่นิยมผสมลงในเครื่องสำอางต่างๆนั้นจะแตกต่างกัน โดย AHA นิยมผสมลงไปที่ประมาณ 3-12%

BHA นั้นจะผสมกรด Salicylic ที่ประมาณ 1-2% เท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วผิวเราก็สามารถทนต่อความเข้มข้นที่สูงกว่านี้ได้ แต่ความเข้มข้นที่สูงๆนั้นจะใช้ในการรักษาโรคผิวหนังมากกว่า และต้องถูกใช้โดยเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

การละลายในผิวหน้า

AHA และ BHA นั้นมีความสามารถในการละลายที่ผิวหน้าที่ไม่เหมือนกัน โดยมีตัวทำละลายที่แตกต่างกันออกไป โดย AHA นั้นจะละลายได้ดีในน้ำ BHA สามารถละลายได้ดีในไขมัน นั่นแสดงว่า AHA จะสามารถออกฤทธิ์ที่บริเวณผิวหนังชั้นบนหรือชั้นหนังกำพร้าได้ดี แต่ในชั้นที่ลึกลงไปความสามารถก็จะด้อยลงไปมาก ส่วน BHA นั้นละลายในไขมันหรือน้ำมันได้ดี เพราะฉะนั้นมันสามารถชอนไชเข้าไปลึกถึงผิวชั้นล่าง เข้าไปขจัดสิ่งอุดตันที่อยู่ในรูขุมขน ซึ่งมีต่อมไขมันอยู่เป็นแสนๆต่อมได้เป็นอย่างดี นั่นหมายความว่า BHA สามารถทำงานได้ลึกกว่า AHA นั่นเอง

การระคายเคือง

AHA จะระคายเคืองผิวมากกว่า BHA โดยจะสังเกตได้ว่าคนส่วนใหญ่จะแพ้ AHA กันมาก ถ้าลองหาข้อมูลจากในเว็บบอร์ดต่างๆ ก็จะเห็นได้บ่อยๆ ยิ่งคนที่ผิวแพ้ง่ายนั้นจะไม่เหมาะกับการใช้ AHA เป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ BHA นั้นเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่ามาก น้อยคนที่จะแพ้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีนะ มีแต่ก็ไม่มากเท่า AHA นั่นเอง

การผลัดเซลล์ผิวด้วย AHA

Alpha Hydroxy Acids หรือ AHSs คือ กรดเร่งผลัดเซลล์ ลอกผิว การเร่งการผลัดเซลล์มีผลเสียคือผิวแดง ไวแสง แพ้ง่าย ผิวดำคล้ำ

  • สารกลุ่มนี้มักจะอยู่ในครีมหน้าขาวผิวขาว แต่ไม่ได้ช่วยลดการสร้างเม็ดสีโดยตรง ช่วยเร่งการหลุดลอกของผิวชั้นนอก ทำให้ดูขาวขึ้น โดยสารชนิดนี้มักเป็นกรดผลไม้ หรือเป็นสารที่มีตามธรรมชาติ อันที่จริง สารช่วยผลัดเซลล์ผิว เป็นสารที่แพทย์ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังมานานแล้ว เพราะมีสมบัติช่วยให้ผิวดูขาว เนียนเรียบและลดรอยเหี่ยวย่น และปัจจุบันนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางหลายประเภท ซึ่งปริมาณจะต้องมีความเข้มข้นไม่เกิน 15% หากมากกว่านี้จะทำให้ระคายเคืองและผิวลอกได้ ส่วนปริมาณที่มีความเข้มข้นสูงตั้งแต่ 20–70% จะนำไปใช้กับวิธีลอกผิว และต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

การทำงานของ AHA

AHA จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกจากชั้นผิวหนัง และเผยผิวที่มีสุขภาพดีออกมา การใช้ AHA ที่มีความเข้มข้นสูงและใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อชั้นผิวที่อยู่ลึกลงไป ด้วยการกระตุ้นการเกิดใหม่ของคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวนุ่มและริ้วรอยต่าง ๆ ดูลดเลือนลง

ผลข้างเคียงครีมที่มี AHA

กระตุ้นให้ผลัดเซลล์ผิวเร็วขึ้นผิวจึงดูกระจ่างใสได้เร็วขึ้น แต่หากเราหยุดใช้และไม่ป้องกันผิวจากแสงแดด ผิวก็กลับมาคล้ำ

ทำให้ผิวบาง

กรด AHA ในปริมาณความเข้มข้นสูง ช่วยขจัดเซลล์ผิวแก่ๆ ให้หลุดลอกเร็วขึ้น ทำให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ ให้ผิวหนังดูเรียบเนียน สดใสขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ผิวหน้าของเรานั้นบางเกินไป ผิวคล้ำเสียได้ง่าย

ผิวระคายเคือง เกิดผื่นคัน

กรด AHA ในปริมาณความเข้มข้นสูง ทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง เกิดผื่นคัน และไวต่อแสงแดด

ทำให้ผิวอ่อนแอ เกิดริ้วรอย

ใช้ AHA บ่อยเกินไป ทำลายเซลล์ผิวชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องเซลล์ผิวชั้นล่างๆ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันการติดเชื้อ ต่อต้านมลภาวะ โดยเฉพาะแสงยูวี อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวเรานั้นอ่อนแอ เกิดมะเร็งและริ้วรอย