Exfoliate

[vc_row][vc_column alignment=”center”][vc_column_text]

ผลัดผิว

สครับ

ไม่ควรทำรุนแรงและบ่อย หน้าใสขึ้นแต่ชั่วคราว ให้ผิวแห้งระคายเคืองเป็นสิววันถัดมา

AHA
BHA

กรดเร่งผลัดเซลล์ ลอกผิว ผิวแดง ไวแสง แพ้ง่าย ผิวดำคล้ำ
สารช่วยผลัดเซลล์ผิว (Alpha Hydroxy Acids หรือ AHSs) มักจะอยู่ในครีมหน้าขาวผิวขาว สารกลุ่มนี้ไม่ได้ช่วยลดการสร้างเม็ดสีโดยตรง แต่ช่วยเร่งการหลุดลอกของผิวชั้นนอก ทำให้ดูขาวขึ้น โดยสารชนิดนี้มักเป็นกรดผลไม้ หรือเป็นสารที่มีตามธรรมชาติ อันที่จริง สารช่วยผลัดเซลล์ผิว เป็นสารที่แพทย์ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังมานานแล้ว เพราะมีสมบัติช่วยให้ผิวดูขาว เนียนเรียบและลดรอยเหี่ยวย่น และปัจจุบันนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางหลายประเภท ซึ่งปริมาณจะต้องมีความเข้มข้นไม่เกิน 15% หากมากกว่านี้จะทำให้ระคายเคืองและผิวลอกได้ ส่วนปริมาณที่มีความเข้มข้นสูงตั้งแต่ 20–70% จะนำไปใช้กับวิธีลอกผิว และต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ข้อควรระวังสำหรับผู้ใช้สารช่วยผลัดเซลล์ผิว คือ ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะผลัดเซลล์ผิวด้านนอก ให้ผิวหนังชั้นในขึ้นมาแทน ซึ่งเป็นผิวที่บอบบางกว่า จึงมีโอกาสเสี่ยงจะเกิดอันตรายจากการถูกแสงแดดมากขึ้น ผิวคล้ำง่ายกว่าปกติและต้องระวังไม่ให้เกิดอาการแพ้ได้

AHA และ BHA หรือ Salicylic acid

ความแตกต่างระหว่าง AHA และ BHA

ที่มาของการสกัดสาร

AHA นั้นเป็นสารที่สกัดมาจากธรรมชาติ ซึ่งสารที่ได้จะออกมาในลักษณะกรดต่างๆ เช่น กรดซิตริก, กรดแล็กติก , กรดทาร์ทาลิก เป็นต้น ซึ่งจะสกัดออกมาให้มีความเข้มข้นที่สูง แต่เวลาที่ผู้ผลิตเอาไปใช้ก็จะมีการกำหนดการใส่เป็น % ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะผสม AHA ที่ความเข้มข้นประมาณ 3-12% ขึ้นไป ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเหมาะกับสภาพผิวของทุกคนนะ
ส่วน BHA นั้นเป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น โดยจะออกมาในรูปแบบกรดเหมือนกัน ซึ่ง BHA ที่เรารู้จักกันดีก็คือสาร Salicylic นั้นเอง ซึ่งเป็นกรดที่นิยมเป็นส่วนผสมใน โฟมล้างหน้า และผลิตภัณฑ์หรือครีมรักษาสิวต่างๆ ถ้าบ้านใครมีพวกยาแต้มสิว หรือยาละลายสิวอุดตันอยู่นั้น ก็ลองดูส่วนผสมได้ว่ามี Salicylic อยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็แสดงว่าเรากำลังใช้ BHA ทาหน้าอยู่นั่นเอง

ความเข้มข้นของสาร

ความเข้มข้นของ AHA และ BHA ที่นิยมผสมลงในเครื่องสำอางต่างๆนั้นจะแตกต่างกัน โดย AHA นิยมผสมลงไปที่ประมาณ 3-12% อย่างที่บอก ส่วน BHA นั้นจะผสมกรด Salicylic ที่ประมาณ 1-2% เท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วผิวเราก็สามารถทนต่อความเข้มข้นที่สูงกว่านี้ได้ แต่ความเข้มข้นที่สูงๆนั้นจะใช้ในการรักษาโรคผิวหนังมากกว่า และต้องถูกใช้โดยเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

การละลายในผิวหน้า

AHA และ BHA นั้นมีความสามารถในการละลายที่ผิวหน้าที่ไม่เหมือนกัน โดยมีตัวทำละลายที่แตกต่างกันออกไป โดย AHA นั้นจะละลายได้ดีในน้ำ BHA สามารถละลายได้ดีในไขมัน นั่นแสดงว่า AHA จะสามารถออกฤทธิ์ที่บริเวณผิวหนังชั้นบนหรือชั้นหนังกำพร้าได้ดี แต่ในชั้นที่ลึกลงไปความสามารถก็จะด้อยลงไปมาก ส่วน BHA นั้นละลายในไขมันหรือน้ำมันได้ดี เพราะฉะนั้นมันสามารถชอนไชเข้าไปลึกถึงผิวชั้นล่าง เข้าไปขจัดสิ่งอุดตันที่อยู่ในรูขุมขน ซึ่งมีต่อมไขมันอยู่เป็นแสนๆต่อมได้เป็นอย่างดี นั่นหมายความว่า BHA สามารถทำงานได้ลึกกว่า AHA นั่นเอง

การระคายเคือง

หากพูดถึงเรื่องการระคายเคืองผิวแล้ว AHA จะระคายเคืองผิวมากกว่า BHA โดยจะสังเกตได้ว่าคนส่วนใหญ่จะแพ้ AHA กันมาก ถ้าลองหาข้อมูลจากในเว็บบอร์ดต่างๆ ก็จะเห็นได้บ่อยๆ ยิ่งคนที่ผิวแพ้ง่ายนั้นจะไม่เหมาะกับการใช้ AHA เป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ BHA นั้นเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่ามาก น้อยคนที่จะแพ้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีนะ มีแต่ก็ไม่มากเท่า AHA นั่นเอง
***แต่อย่างไรก็ตามยังมีงานวิจัยหลายๆงานวิจัยที่น่าสนใจที่พบว่า ผู้ที่ใช้เครื่องสำอางผสม AHA และ BHA เป็นประจำเป็นเวลานาน เพื่อหวังผลไม่ให้ผิวหน้าเหี่ยวย่น หรือหน้าขาวหรือหน้าใส อาจจะส่งผลในทางตรงกันข้ามก็เป็นได้ เพราะธรรมชาติของผิวหนังที่ได้รับการกระตุ้นบ่อยเกินไปเป็นประจำ จะทำให้เซลผิวชะงักและชะลอการสร้างเซลใหม่ นอกจากนั้นยังมีบางวิจัยพบว่าสารทั้งสองกลุ่มไม่เหมาะสำหรับใช้กับผิวหนังคน เอเชียและคนผิวคล้ำดำ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดรอยด่างดำ และทำให้สีผิวสม่ำเสมอได้

AHA หรือ กรดอัลฟาไฮดรอกซี

AHA หรือ กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acids) คือ สารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น กรดซีตริก (Citric Acid) จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว กรดทาร์ทาริก (Tartaric Acid) จากองุ่น กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) จากอ้อย กรดมาลิก (Malic Acid) จากแอปเปิ้ล และกรดแลคติก (Lactic Acid) ตัวอย่างเช่น นมเปรี้ยว เป็นต้น
ความจริงแล้ว AHA นั้นจะเน้นในเรื่องการทำให้ผิวใสกระจ่าง ลดริ้วรอยที่เกิดจากสิว จุดด่างดำ รอยแดงจากสิวได้ดี ช่วยฟื้นฟูและรักษาริ้วรอยที่ไม่หนักหนาเท่าไร คือจะเอาไปใช้จัดการหลุมสิวหรือริ้วรอยของวัยก็คงทำไม่ได้ โดยหากต้องการใช้ AHA ให้ได้ผลดีควรใช้ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 9% ขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านี้ ก็อาจไม่เห็นผลเท่าที่ควร แต่ % ของ AHA ที่มากขึ้น ก็จะยิ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหน้ามากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจใช้ต้องดูให้ดีก่อนว่าผิวเรารับได้หรือเปล่า ส่วน AHA กับการรักษาสิว หรือช่วยลดสิวนั้น จริงๆแล้ว AHA มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนี้ และบางครั้ง AHA อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิวได้ด้วยเช่นกัน อย่างบางคนที่ผิวแพ้ง่ายอาจแพ้ AHA ได้เหมือนกัน
ตัวอย่างของคนที่แพ้ ทำทรีทเม้นท์ AHA ไม่กี่ชั่วโมง สิวเห่อขึ้น หน้าบวม ปากบวมกันเลยทีเดียว แต่ยังไงก็แล้วแต่อาการแพ้เหล่านี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน แต่ผมว่าระวังไว้หน่อยก็ดีนะครับ

กรดAHAในปริมาณความเข้มข้นสูง แม้จะมีคุณสมบัติที่ดีในการขจัดเซลล์ผิวแก่ๆ ให้หลุดลอกเร็วขึ้น ทำให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ เป็นผลให้ผิวหนังดูเรียบเนียน สดใสขึ้น แต่ขณะเดียวกัน กรดAHAปริมาณความเข้มข้นสูงทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง เกิดผื่นคัน และไวต่อแสงแดด(แพ้แสงแดด)ได้มากเช่นกัน บางครั้งจะทำให้เกิดรอยดำ โดยเฉพาะในผิวคนไทย ซึ่งทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังมากขึ้นด้วย
การที่ไปทำลายเซลล์ผิวชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องเซลล์ผิวชั้นล่างๆ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันการติดเชื้อ ต่อต้านมลภาวะ โดยเฉพาะแสงยูวี อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งและริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย

กลไกลการทำงานของ AHA

ซึ่ง AHA จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกจากชั้นผิวหนัง และเผยผิวที่มีสุขภาพดีออกมา การใช้ AHA ที่มีความเข้มข้นสูงและใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อชั้นผิวที่อยู่ลึกลงไป ด้วยการกระตุ้นการเกิดใหม่ของคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวนุ่มและริ้วรอยต่าง ๆ ดูลดเลือนลง

ผลข้างเคียง AHA

 อาจทำให้ผิวบาง

กรด AHAในปริมาณความเข้มข้นสูง แม้จะมีคุณสมบัติที่ดีในการขจัดเซลล์ผิวแก่ๆ ให้หลุดลอกเร็วขึ้น ทำให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ เป็นผลให้ผิวหนังดูเรียบเนียน สดใสขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ผิวหน้าของเรานั้นบางได้นั่นเองค่ะ

 อาจทำให้เกิดการระคาย เคือง เกิดผื่นคัน

กรดAHAในปริมาณความเข้มข้นสูงทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง เกิดผื่นคัน และไวต่อแสงแดด(แพ้แสงแดด)ได้มากเช่นกัน บางครั้งจะทำให้เกิดรอยดำ โดยเฉพาะในผิวคนไทย ซึ่งทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังมากขึ้นด้วย

อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังและริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย

การที่กรดAHA ไปทำลายเซลล์ผิวชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องเซลล์ผิวชั้นล่างๆ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันการติดเชื้อ ต่อต้านมลภาวะ โดยเฉพาะแสงยูวี อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งและริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยนั้นเอง

อาจทำให้ผิวอ่อนแอ

ใช้ AHA บ่อยเกินไป ทำให้การผลัดเซลล์ผิวเป็นการขจัดเซลล์ผิวชั้นนอกสุด ที่มีหน้าที่ปกป้องเซลล์ผิวส่วนที่ลึกเข้าไป ป้องกันความชุ่มชื่น มลภาวะ และแสงแดด ดังนั้นการผลัดเซลล์ผิวให้ผิวใหม่มาทดแทนที่ผิวเก่านั้น เมื่อทำบ่อยๆเกินไปก็อาจทำให้ผิวเรานั้นอ่อนแอต่อมลภาวะและแสงแดดได้ค่ะ

 อาจทำให้ผิวไวต่อแสง

AHA ทำให้ผิวไวต่อแสงได้จริง เพราะเซลล์ผิวใหม่ที่ยังไม่เคยเจอรังสียูวี และหากไม่ได้รับการปกป้องก็จะทำให้ผิวเรานั้นคล้ำเสียได้ง่ายนั่นเอง

หยุดใช้ผิวก็อาจจะกลับมาหมองคล้ำเหมือนเดิม

เพราะยิ่งคนเราอายุมากขึ้น การผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติก็ยิ่งช้าลง การใช้ AHA ช่วยกระตุ้นให้ผลัดเซลล์ผิวเร็วขึ้นผิวจึงดูกระจ่างใสได้เร็วขึ้น แต่หากเราหยุดใช้และไม่ป้องกันผิวจากแสงแดด ผิวก็มีโอกาสคล้ำลงได้ตามธรรมชาติของผิวเราเองนั่นเองค่ะ[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column alignment=”center”][vc_column_text]

ยากรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) หรือ BHA

มีลักษณะเป็นผงผลึกไม่มีสี กรดซาลิไซลิกที่พบในธรรมชาติจะเกิดอยู่ในกระบวนการสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโตของพืช หรือในกระบวนการเผาผลาญของยาแอสไพรินในร่างกายของเรานั้นก็จะได้ผลิตผลเป็นกรดซาลิไซลิกออกมาเช่นกัน
BHA เหมาะกับการใช้รักษาสิวมากกว่า AHA ด้วยสารอย่างกรด Salicylic เป็นสารที่มีสรรพคุณช่วยลดการเกิดสิว โดยเฉพาะสิวอุดตันนั้นถือเป็นงานถนัดของ BHA เลยก็ว่าได้ เพราะ BHA นั้นมีฤทธิ์ในการผลัดเซลผิวชั้นบน รวมไปถึงความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวได้ดี ผลิตภัณฑ์รักษาสิวต่างๆจึงได้ผสมสาร Salicylic ลงไป เพื่อเพิ่มความสามารถในการรักษาสิวของผลิตภัณฑ์
แต่การใช้ BHA ในปริมาณความเข้มข้นสูงๆก็มีผลเสียต่อผิวหนัง ไม่ต่างจากการใช้AHA นั่นคือ การระคายเคือง ลอก แดง ทำให้ผิวบางลงและไวต่อ แสงแดด ซึ่งอาจทำให้ภูมิต้านทานโรคของเซลล์ผิวหนังต่ำลงด้วย อาจจะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

กลไกการทำงานSalicylic acid หรือ BHA

ยากรดซาลิไซลิกคือ ตัวยาจะออกฤทธิ์โดยทำให้ผิวหนังค่อยๆนั้นหลุดลอก ประกอบกับมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อโรคอาธิเช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ได้ในระดับหนึ่ง หากใช้กรดซาลิไซลิกที่มีความเข้มข้นมากขึ้นจะเกิดฤทธิ์กัดทำลายเนื้อเยื่อของชั้นผิวหนัง จากกลไกเหล่านี้จึงก่อให้เกิดฤทธิ์ตามข้างล่างนี้เลยค่ะ

ผลข้างเคียงของยาทา Salicylic acid หรือ BHA

ยารักษาสิว BHA หรือ Salicylic acid สามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียงหรืออาการข้างเคียง) หากใช้ในปริมาณที่สูงเกินไป ได้ดังนี้

อาจการระคายเคือง ลอก แดง ทำให้ผิวบางลงและไวต่อแสงแดด

อาการดังกล่าวอาจเกิดเนื่องมากจากใช้BHAในปริมาณที่สูงเกินไป หากเกิดอาการดังกล่าวนั้นก็ควรเลิกใช้และเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป

หากมีผื่นลุกลามหนองหรือน้ำเหลืองไหล เป็นแผลลึกบริเวณที่ทายา

หากมีอาการดังกล่าวนั่นให้รีบแจ้งแพทย์ทันที เพื่อไม่ให้ลุกลามไปมากกว่าเดิม

อาจทำให้ผิวของเราแห้ง แตก เป็นขรุย

อาการดังกล่าวอาจเกิดเนื่องมากจากใช้BHAในปริมาณที่สูงเกินไป ทำให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้น การรักษา เช่น ควรบำรุงมอยเจอร์ไรเซอร์ หรือ ครีมสารสกัดธรรมชาติ ว่านหารจระเข้ เป็นต้น เพื่อให้ผิวหน้าเรานั้นกลับมาชุ่มชื้นดังเดิม

อาจทำให้ผิวคล้ำเสีย และทำให้ผิวแพ้

เนื่องจากการใช้ให้ปรืมาณที่สูงเกิดไป ผิวหน้านั้น แห้ง และบาง ลงผลให้เมื่อโดนแสงแดดนั้นจะทำให้ผิวคล้ำได้ง่าย

เห็นไหมละว่า AHA และ BHA นั้น ก็ยังมาผลเสียผลข้างเคียงที่น้อยคนเท่านั้นที่จะทราบในเรื่องนี้ และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ Pix botanic เลือกคัดสรรส่วนผสมอย่างเจาะลึกถึงผลดีผลเสีย เพื่อให้ได้ส่วนผสมที่ดีที่สุดและไม่มีผลข้างเคียง และ Pix botanic หวังว่าบทความ AHA และ BHA นี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน เลือกใช้ครีมที่เหมาะสมกับสภาพผิวหน้าของเรานะคะ   [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]