ทำไมการสระผมจึงเป็นเรื่องจำเป็น?

แชมพู หรือ ยาสระผม คือสิ่งปรุงแต่งของสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ใช้ขจัดสิ่งสกปรกออกจากเส้นผมและหนังศีรษะ ซึ่งอยู่ในรูปของเหลว ครีม เจล ผงหรือเม็ด ก้อน หรือฟอง

ส่วนประกอบของแชมพู

1. ส่วนประกอบหลัก แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม

  • สารชำระล้างชนิดประจุลบ (anionic surfactants)
  • สารชำระล้างชนิดประจุบวก (cationic surfactants)
  • สารชำระล้างชนิดไม่มีประจุ (nonionic surfactants)
  • สารชำระล้างชนิดมีสองประจุ (amphoteric surfactants)

2. ส่วนประกอบเสริม

  • สารปรับสภาพเส้นผม (conditioning agent)
  • สารเพิ่มฟอง (foam builder)
  • สารช่วยทำให้ข้น (thickening agent)
  • สารช่วยทำให้ใส (clarify agent)
  • สารช่วยให้ทึบแสง (opacifying agent)
  • สารกันการรวมตัวหรือสารซีเควสเตอร์ (sequestering agent)
  • สารปรับความเป็นกรดด่าง (pH adjuster)
  • สารกันเสีย (preservative)
  • ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สี น้ำหอม สารขจัดรังแค สมุนไพร ฯลฯ

ข้อแนะนำในการดูแลเส้นผมให้มีสุขภาพดี

  • ลือกใช้แชมพูที่มีฟองน้อย(ไม่มีประจุไฟฟ้า)
    โดยปกติผู้บริโภคจะยึดติดกับแชมพูที่มีฟองมาก ซึ่งจะทำให้มีสารตกค้างในเส้นผมมากมีผลทำให้ผมกระด้าง ทุกครั้งที่สระผมควรล้างสารตกค้างออกจากเส้นผมด้วยน้ำสะอาดให้หมดจด
  • ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ผมเสีย
    เช่นการเป่าผม ความร้อน น้ำยาดัดผม แสงแดด และการกัดสีผม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญทำให้ผมเสียแห้งและ แตกปลาย
  • ควรแปรงผมจากหนังศีรษะถึงปลายผมบ่อย ๆ
    เพราะจะทำให้น้ำมันจากรากผมมาเคลือบเส้นผมให้เป็น เงา
  • ใช้แชมพูให้น้อยลง
    หน้าหนาวเส้นผมจะแห้งและสระผมตามความเหมาะสม ซึ่งแต่ละคนจะมีอัตราความถี่ไม่เท่ากัน หลังสระผมให้ใช้น้ำมันลูบเส้นผมที่เปียกจะทำให้ผมนิ่มและลื่นขึ้น
  • ควรเปลี่ยนแชมพูที่ใช้เป็นระยะๆ
    เพราะการใช้แชมพูซ้ำ ๆ จะทำให้หนังศีรษะรับสารเคมีชนิดเดิมตลอดเวลาซึ่งจะเป็นผลเสียต่อรากผม

ก่อนสระผมด้วยแชมพู ให้ล้างผมด้วยน้ำเปล่า เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกบนเส้นผมออก ชโลมแชมพูให้ทั่วศีรษะ อย่าเทแชมพูบนหนังศีรษะโดยตรง นวดศีรษะอย่างนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการเกาด้วยเล็บหรือขยี้แรงๆ ล้างแชมพูออกให้สะอาดหมดจด เช็ดผมให้แห้ง อย่าดึงหรือกระชากผมอย่างแรง หากจะใช้เครื่องเป่าผม ควรถือให้ห่างจากเส้นผมประมาณ 1 ฟุต ไม่ควรเข้านอนขณะที่ผมยังเปียก อาจทำให้เกิดเชื้อราหรือทำให้ปวดศีรษะได้ หลีกเลี่ยงการสระผมตามร้านเสริมสวย ซึ่งช่างมักจะสระอย่างแรง ทีละ 3 – 4 ครั้ง ไม่ดีต่อสุขภาพหนังศีรษะแน่ๆ

ผมมันมักพบร่วมในผู้ที่มีปัญหาสิว ไขมันที่ถูกผลิตออกมามาเกินไปไม่เพียงเฉพาะทำให้เกิดสิวเท่านั้น แต่ยังทำให้ผมมัน คนที่ผมมันแท้จริงมาจากการที่หนังศีรษะมัน เนื่องจากเส้นผมไม่สามารถผลิตน้ำมันเองได้

 การรักษาผมมัน คือควบคุม และกำจัดไขมัน (sebum) จากหนังศีรษะได้อย่างเพียงพอ คนส่วนใหญ่คิดว่าการใช้แชมพูเพื่อทำความสะอาดเส้นผมเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วแชมพูใช้ทำความสะอาดหนังศีรษะ และทำให้ผมนุ่มสวยขึ้น ดังนั้นควรใช้แชมพูที่บริเวณหนังศีรษะก่อนและใช้นิ้วมือนวดไปด้วยในขณะที่สระผมครั้งแรก คนที่มีผมมันควรใช้แชมพูนวดที่บริเวณหนังศีรษะ 2 ครั้งก่อนที่จะสระหรือใช้แชมพูที่เส้นผมโดยตรง วิธีสังเกตว่าไขมันที่บริเวณหนังศีรษะถูกกำจัดไปหมดหรือยังให้สังเกตว่าฟองของแชมพูมีหรือไม่เวลาที่สระผม แชมพูจะไม่เป็นพองถ้าไขมันที่ถูกผลิตขึ้นยังค้างอยู่ที่หนังศีรษะในปริมาณมาก 
        การเลือกแชมพูมีความสำคัญมากในการรักษาผมมัน แชมพูถูกออกแบบให้ใช้ตามชนิดของผมต่าง ๆ กัน ควรใช้แชมพูที่ผลิตขึ้นมาสำหรับผมมันโดยเฉพาะ แชมพูสำหรับผมมันจะมีสารฟอกค่อนข้างแรง (stronger detergents) และมีครีมนวด (conditioners) ค่อนข้างน้อย ควรสระผมทุกวันเพื่อกำจัดไขมันออกไป แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมนวดผมหลังการสระผมด้วยแชมพู เนื่องจากไขมัน (sebum) ที่ผลิตขึ้นมาจะทำหน้าที่เป็นครีมนวดผม และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมอย่างอื่นอีก ครีมนวดผมที่ใช้จะเร่งให้ผมมันเร็วและเป็นมากขึ้นได้ 

การหวีผมและแปรงผมบ่อยเกินไปทำให้ผมมันมากขึ้น เนื่องจากการหวีผมจะทำให้ไขมันจากบริเวณหนังศีรษะถูกกระจายไปที่เส้นผม และการกระตุ้นหนังศีรษะบ่อยเกินไป จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันสร้างไขมันมามากขึ้นอีกด้วย ผมควรถูกจัดแต่งให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้