การใช้น้ำหอมให้กลิ่นติดนาน

ประเภทของน้ำหอม

– แนวกลิ่น Fresh น้ำหอมที่มีกลิ่นแนวสดชื่น มักจะมีกลิ่นที่ให้ความรู้สึกชื่นเย็นปลอดโปร่ง และสบาย บ่งบอกบุคคลิกที่แจ่มใสร่าเริง และค่อนข้างเป็นกันเอง น้ำหอมกลุ่มนี้มักจะมีส่วนผสมหลักเป็นกลิ่นแบบใบไม้ใบหญ้า กลิ่นแบบผลไม้ตระกูลส้ม รวมทั้งกลิ่นดอกไม้จางๆ เล็กน้อย (Forest, Citrus & Floral)

– แนวกลิ่นอบอุ่น Classic กลิ่นที่ให้ความรู้สึกลึกซึ้งอบอุ่น หากเป็นน้ำหอมผู้ชายกลิ่นแนวนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าหนุ่มที่ใช้กลิ่นแนวนี้จะเป็นหนุ่มที่ค่อนข้าง ขรึม สุภาพและมีความมั่นคงสูง มีความเป็นผู้นำ น้ำหอมกลุ่มนี้มักจะมีส่วนผสมของกลิ่นมัสก์ กลิ่นแบบเปลือกไม้ และกลิ่นแบบเครื่องเทศเล็กน้อยด้วย (Musky, Woody & Spicy)

– แนวกลิ่น Romantic น้ำหอมที่มีกลิ่นแนวโรแมนติก มักจะมีกลิ่นที่ให้ความรู้สึกลึกซึ้งและอบอุ่น นุ่มนวลและอ่อนหวาน เพิ่มเสนห์ แรงดึงดูด กลิ่นแนวนี้สามารถใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย กลิ่นอ่อนๆ แบบใบไม้ใบหญ้า กลิ่นดอกไม้จางๆ หรือกลิ่นมัสก์เล็กน้อยด้วย (Forest, Floral & Musky)

– แนวกลิ่น Sport น้ำหอมที่มีกลิ่นแนวกระฉับกระเฉง มักจะมีกลิ่นที่ให้ความรู้สึกคึกคัก ตื่นตัว คล่องแคล่วปราดเปรียว และออกจะทันสมัยสักหน่อย น้ำหอมกลุ่มนี้มักจะมีส่วนผสมของกลิ่นแบบผลไม้ตระกูลส้ม กลิ่นแบบทะเล หรือกลิ่นแบบเครื่องเทศด้วยนิดหน่อย (Citrus, Ocean & Spicy)

โน๊ตของน้ำหอม

อันดับต่อมา เลือกน้ำหอมให้เหมาะกับบุคคลิก จากโน๊ตของน้ำหอม ซึ่งน้ำหอมจะมีกลิ่น 3 ระดับ ซึ่งค่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

– Top nose กลิ่นแรก คือ กลิ่นที่จะได้รับทันทีที่ฉีดน้ำหอม จะมีลักษณะหอมสดชื่นและบางเบา กลิ่นแรกนี้จะอยู่ได้ประมาณ 15 นาที และจางหายไปอย่างรวดเร็ว

– Middle nose กลิ่นกลาง ช่วงที่กลิ่นต่อไปจะฟุ้งกระจายตัวอย่างเต็มที่บนผิวกาย จะคงอยู่ประมาณ 2-4 ชั่วโมง กลิ่นกลางนี้ถือเป็นกลิ่นหัวใจของน้ำหอม

– Base nose กลิ่นพื้นฐาน เป็นกลิ่นเข้มข้นที่สุดที่เหลืออยู่ ซึ่งจะแสดงกลิ่นเมื่อเวลาผ่านไป ประมาณ 4-6 ชั่วโมง และค่อย ๆ จางหายไปในที่สุด

ข้อสำคัญคือ เราก็ไม่ควรที่จะตัดสินใจเลือกซื้อนํ้าหอมทันที เราควรทิ้งไว้อย่างน้อยที่สุด ประมาณ 20 นาที ถ้าเป็นไปได้ควรจะประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วค่อยตัดสินใจเลือก เพราะการไล่ระดับของน้ำหอม Top nose, Middle nose และ Base nose กลิ่นบางกลิ่นให้กลิ่นแรกที่ฉุน แต่กลิ่นที่เป็นหัวใจของน้ำหอม อาจจะหอมมากจนคุณต้องเสียดาย ว่าลองแล้วทำไมไม่ได้ซื้อ

ความทนทานของกลิ่น

ประหยัดกว่า เข้มข้นระดับ Perfume Extract กลิ่นมีความเสถียร ฉีดครั้งเดียวติดทนนานนับสัปดาห์
ไม่แนะนำให้ประโคมฉีด เพราะในการฉีดช่วงแรกกับกลิ่นแรกที่สดชื่น เราอาจยังไม่ได้น้ำหนักของกลิ่นที่หนักมากนัก
แต่เมื่อผ่านไป 15-30นาที ถึงจะสัมผัสถึงกลิ่นหลักที่เป็นหัวใจของน้ำหอม เป็นช่วงที่กลิ่นกระจายตัวเต็มที่และให้ความหอมที่พอดี
วิธีใช้ เพียงแค่สเปรย์ละอองบางๆ ลงบนผิวกายหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ หรือเสื้อผ้าที่สวมใส่เพียงสเปรย์เดียวให้น้ำหอมกระจายอย่างสม่ำเสมอ
กลิ่นหอมที่พัดผ่านตามสายลม จะสร้างแรงดึงดูด จนต้องเหลียวหลัง

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมน้ำหอมราคาแพงที่เราซื้อมา กลิ่นไม่ติดทนนาน ต้องฉีดบ่อยๆ อย่าเพิ่งโทษว่าน้ำหอมไม่ดีนะคะ เพราะความผิดพลาดอาจเกิดจากผู้ใช้เองค่ะ
สังเกตบนแพ็คเกจของน้ำหอมค่ะ ว่าจะมีศัพท์จำพวก EDP / EDT / EDC กำกับอยู่ บางคนอาจจะไม่ทราบว่ามันคืออะไร ทำให้เลือกซื้อไปแบบไม่ตรงตามความต้องการ ซึ่งคำเหล่านี้ คือ ค่าความเข้มข้นของน้ำหอม ก็เปรียบเหมือนระยะเวลาความติดทนนั่นเอง

EDP = Eau de Parfum หรือ Eau de Perfume
EDT = Eau de Toilette
EDC = Eau de Cologne

สังเกตส่วนใหญ่ว่าจะมีคำว่า Eau de กำกับอยู่ในศัพท์ ซึ่ง Eau de เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “น้ำ (Water)” เวลาเอามาเขียนรวมกับพวกหัวน้ำหอมในระดับความเข้มข้นต่างๆ ก็คือ มีการเจือน้ำเข้าไปทำให้ความคงทนของกลิ่นก็จะไม่อยู่นานเท่า Pure Perfume
เวลาเลือกน้ำหอมนั้นให้ดูว่าเป็นประเภทไหนตามตัวย่อดังกล่าวค่ะ โดยประเภทของน้ำหอมจำแนกตามความเข้มข้นของหัวน้ำหอม

อันดับต่อมา เลือกน้ำหอมตามความทนนานของกลิ่น น้ำหอมบางกลิ่นมีความหอมถูกใจมาก แต่กลับไม่มีความทนทานเลย เพราะโดยธรรมชาติของน้ำหอมชนิดนั้น อย่างเช่น น้ำหอมโทน Fresh ที่มีความสดชื่น แต่ PIX Perfume กลิ่นอยู่ได้นานทั้งวันอย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยสูตรพิเศษซึ่งหาได้ยากในกลุ่มน้ำหอมโทนสดชื่นในปัจจุบัน
Perfume Extract หรือ Perfume Extrait คือ นํ้าหอมที่มีส่วนผสมของนํ้ามันหอม ในสัดส่วนที่ 25-30% ขึ้นไป สังเกตง่ายๆ เวลาไปซื้อน้ำหอม ขวดมักจะเล็กและปริมาณน้อยกว่า EDP/EDT ราคาค่อนข้างแพง หลายยี่ห้อจะทำเป็นหัวลูกกลิ้งหรือไม่ใช่หัวสเปรย์ คงความหอมได้นาน 24ชม. ไม่ค่อยมีขายในประเทศไทย เพราะเวลาใช้ไปอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนขึ้นได้ Perfume Extract กลิ่นมีความเสถียร ฉีดครั้งเดียวติดทนนานนับสัปดาห์

Eau de Parfum (EDP) คือนํ้าหอม ที่มีส่วนผสมของนํ้ามันหอม ในสัดส่วนที่ 15-18 % กลิ่นทนนาน 6-8 ชั่วโมง

Eau de Toilette (EDT) คือนํ้าหอม ที่มีส่วนผสมของนํ้ามันหอม ในสัดส่วนที่ 4-8 % กลิ่นทนนาน 3-6 ชั่วโมง

Eau de Cologne (EDC) คือนํ้าหอม ที่มีส่วนผสมของนํ้ามันหอม ในสัดส่วนที่ 3-5 % กลิ่นทนนาน 1-3 ชั่วโมง

เลือกน้ำหอมเวลาใด

น้ำหอมที่จริงเลือกซื้อได้ทุกเวลา ขึ้นกับรสนิยม และช่วงโอกาสที่จะใส่น้ำหอมนั้นๆ แต่โดยทั่วไปควรเข้าใจไว้ว่าน้ำหอมกลิ่นหนึ่งอาจเหมาะกับเวลากลางวัน และอีกกลิ่นหนึ่งอาจเหมาะกับเวลากลางคืน หรือน้ำหอมที่มีกลิ่นอ่อน ๆ ก็เหมาะที่จะใช้ในหน้าร้อน ส่วนหน้าหนาวก็ควรใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นแรงมากขึ้น จุดที่ดีที่สุดของการลองน้ำหอม ก็คือข้อมือ และมีเกร็ดความรู้อีกเล็กน้อยดังนี้

– ก่อนที่เราจะลองน้ำหอมถ้าเป็นไปได้ไม่ควรที่จะรับประทานอาหารรสจัด มีกลิ่นฉุน หรือน้ำมันระเหยในตัวอาหาร เช่น กระเทียม หัวหอม วาซาบิ หรืออาหารที่มีกลิ่น เพราะเมื่อลองน้ำหอมแล้ว ประสาทการรับกลิ่นของเราจะผสมกลิ่นเป็นกลิ่นใหม่ ซึ่งจะไม่ใช่กลิ่นของน้ำหอมกลิ่นนั้นอย่างแท้จริง

– ไม่ควรไปเลือกซื้อนํ้าหอมในช่วงที่เราเพิ่งจะฟื้นจากอาการเจ็บป่วย หรือไม่สบาย หรือ เพิ่งสูบบุหรี่เสร็จ เพราะจะมีผลต่อการรับรู้กลิ่นทำให้กลิ่นนํ้าหอมที่เราสัมผัสเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

เทคนิคง่ายๆ ในการเลือกน้ำหอมให้เหมาะกับคุณ แต่เพื่อความมั่นใจควรใช้น้ำหอมขนาดทดลองก่อนซื้อขนาดจริงนะคะ เพราะบางคนใช้ไปสักพัก ด้วยไลฟ์สไตล์ของเราแตกต่างกัน ความเหมาะของกลิ่นที่เลือกใช้อาจจะยังไม่ใช่ หากต้องการเปลี่ยนกลิ่นจะได้ไม่ต้องกังวลใจ

ผู้ชายหลายคนหันมาใช้น้ำหอมผู้หญิง

ชอบจัง ผู้ชายที่ใช้น้ำหอมผู้หญิง ดูน่ารัก น่าคบหา เพราะสมัยนี้ผู้หญิงชอบผู้ชายที่อ่อนโยน คุยด้วยง่าย น่าคบหา กลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงจึงทำให้บุคลิคที่มาดแมนดูอ่อนโยนน่าดึงดูด ดูน่าอยากเข้าใกล้ กลิ่นที่หอมไม่หวานจนเกินไป
ลอง PIX Perfume สิค่ะเหมาะสุดๆ เพราะความสดชื่นในทุกๆ กลิ่น น้ำหอมผู้หญิงที่ผู้ชายก็ชื่นชอบ

ทดลองน้ำหอมหลายๆ กลิ่นยังไงไม่ให้เวียนหัว

กรณีที่ลองนํ้าหอมมากกว่าหนึ่งกลิ่น ควรใช้ข้อมืออีกข้างหนึ่ง และถ้าลองนํ้าหอมมากกว่า 2 กลิ่นนั้น บริเวณที่ควรฉีดนํ้าหอม คือ บริเวณแขนที่ไล่จากข้อมือขึ้นไปเรื่อยๆนั่นเอง แต่สำหรับคนไหนที่มีผิวที่แพ้น้ำหอมให้ฉีดน้ำหอมลงบนผ้าเช็ดหน้าแล้วใส่ไว้ในกระเป๋า เสื้อผ้าแทนที่จะฉีดลงบนผิวตรงๆ วิธีนี้ช่วยได้ค่ะ

การใช้น้ำหอม หลายๆ คนคงอยากจะให้กลิ่นหอมติดตัวนานที่สุด โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิตที่ต้องออกไปพบลูกค้า ก็คงอยากให้กลิ่นหอม หอมนานจะถึงเวลากลับบ้านกันเลยทีเดียว วันนี้ผมมีเคล็ดที่ไม่ลับเอามาฝากให้ลองไปใช้กันดูครับ

การฉีดน้ำหอม 1 ครั้งไม่ได้หมายถึงน้ำหอมจะติดทนนานไปได้ทั้งวัน เพราะการติดทนนั้นจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆมากมาย รวมถึงระดับของกลิ่นที่มีอยู่ถึง 3 ระดับในน้ำหอม เมื่อเวลาผ่านไปกลิ่นจะค่อยๆ จางลง กลิ่นที่เหลืออยู่ก็จะเป็นแค่กลิ่นท้ายเท่านั้น (Base Notes) ดังนั้น ควรฉีดเพิ่มเติมในระหว่างวันด้วย อาจจะวันละ 2-3 ครั้งก็ได้ ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะเป็นการเติมกลิ่นหอมแล้ว ยังช่วยให้กลิ่นหอมดีขึ้นกว่าการปล่อยให้กลิ่นจางอีกด้วย

การเพิ่มการกระจายกลิ่นหอม แนะนำให้แต้มหรือฉีดน้ำหอมตามจุดชีพจรต่างๆ เช่น ด้านในข้อมือ ข้อศอก ข้อพับ ติ่งหู เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณดังกลาวเป็นจุดไหลเวียนโลหิต ที่มีการหดและขยายตัวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดความอบอุ่นเป็นพิเศษ และด้วยคุณสมบัติของน้ำหอมที่กระจายตัวได้ดีในอุณหภมิที่อุ่น ทำให้น้ำหอมถูกกระตุ้นให้หอมฟุ้งและในขณะเดียวกันก็เป็นการดูดซับความหอมไว้ใต้ผิวหนัง เป็นที่มาว่าทำไมกลิ่นหอมจึงติดนานขึ้นนั่นเอง

ควรฉีดน้ำหอมหลังจากอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ เนื่องจากสิ่งสกปรกอุดตันต่างๆได้ถูกกำจัดออกจากร่างกายและรูขุมขนต่างๆ ทำให้รูขุมขนของเราพร้อมรับน้ำหอมได้เต็มที่ แถมปราศจากสิ่งเจือปนที่ทำให้เกิดความผิดเพี้ยนของกลิ่นอีกด้วย

ควรทาครีมหรือโลชั่นก่อนฉีดน้ำหอม เพราะจะทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ดูดซับน้ำหอมได้ดีกว่าผิวที่แห้ง แต่ควรจะต้องเป็นโลชั่นกลิ่นเดียวกับน้ำหอมนั้น หรืออาจจะเป็น Lotion Base ที่ไม่มีกลิ่นก็ได้

ไม่ควรถูบริเวณที่ฉีดน้ำหอม การฉีดน้ำหอมไม่ควรถูบริเวณที่ฉีดน้ำหอม เพื่อให้ซึมเข้าสู่ผิว เพราะอุณภูมิที่เปลี่ยนแปลงแบบไม่สม่ำเสมอ และการเสียดสี มีผลโดยตรงต่อการเพี้ยนของกลิ่นน้ำหอม วิธีที่ดีที่สุดคือควรปล่อยให้น้ำหอมซึมเข้าสู่ผิวและแห้งเองตามธรรมชาติจะดีกว่า

ควรฉีดน้ำหอมที่ผิวหนังโดยตรง ไม่ควรฉีดใส่เสื้อผ้า เพราะนอกจากเสื้อผ้าจะเสียแล้ว กลิ่นยังไม่ติดทนและการกระจายของกลิ่นก็ไม่ดีด้วย เนื่องจากน้ำหอมเมื่อทำปฏิกิริยากับผิวหนัง ซึ่งมีความร้อนอยู่ในตัวแล้วจะมีการกระจายตัวของกลิ่นเนื่องจากรูขุมขนขับ เหงื่อออกมา และน้ำหอมก้กระจายตัวออกมาพร้อมเหงื่อนั่นเอง

หากต้องการความหอมเพิ่มขึ้น ลองฉีดน้ำหอมใส่ผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชู่แล้วพกไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าหรือกระเป๋าถือก็ได้ วิธีนี้จะเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสของกลิ่น จากเดิมแค่บริเวณร่างกายเป็นบริเวณใกล้เคียงได้ด้วย

ความติดทนนานของน้ำหอมแต่ละประเภทตามที่บอกมานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละคน

วิธีการใช้น้ำหอม

การใช้น้ำหอมทำได้ทั้งที่ฉีดตัว โดยบรรจุในขวดสเปรย์ แล้วฉีดใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่ หรือฉีดโดยตรงที่ผิวหนัง
บริเวณที่ควรฉีดน้ำหอมคือ บริเวณจุดชีพจร ข้อมือ กระดูกไหปลาร้า สะดือ ข้อพับทั้งแขนและขา อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรลืมคือบริเวณหัวเข่าทั้งสองข้าง เนื่องจากน้ำหอมจะลอยตัวจากที่ต่ำขึ้นที่สูง ดังนั้นการฉีดจุดนี้จะช่วยให้กลิ่นกระจายตัวดีขึ้น
การฉีดน้ำหอมแบบเดินผ่าน คือฉีดด้านหน้าแล้วเดินผ่านให้ละอองที่ฉีดติดตามตัวและเส้นผมจะช่วยให้กลิ่นติดตัว และกระจายทั่วร่างได้ดีขึ้น
สำหรับระยะห่างในการฉีดควรเว้นระยะห่างประมาณ 6 นิ้ว จากตัวคุณ เพื่อให้ละอองน้ำหอมที่คุณฉีดกระจายไปทั่วตัวอย่างสม่ำเสมอ
การฉีดน้ำหอมหลังอาบน้ำ หลังทาโลชั่นที่ไม่มีกลิ่น หรือฉีดในขณะที่ร่างกายยังชุ่มชื่นอยู่ จะช่วยให้กลิ่นติดทนนานยิ่งขึ้น
อย่าคิดว่าน้ำหอมฉีดครั้งเดียวจะอยู่ได้ทั้งวัน เนื่องจากน้ำหอมจะมีลำดับขั้นของกลิ่นอยู่ 3 ชั้น หากต้องการคงกลิ่นเดิมๆและความแรงของกลิ่นในระดับเดิม นั้น ควรฉีดเพิ่มบ้าง โดยในระหว่างวันสามารถเติมน้ำหอมได้ ปกติควรฉีดเพิ่มเติมหากอยากให้กลิ่นหอมติดตัวตลอดเวลา โดยฉีด 4-6 ชั่วโมงต่อครั้ง
ในการฉีดน้ำหอม จะต้องเลือกว่าน้ำหอมนั้นเหมาะกับช่วงเวลาใด คือเลือกให้ถูกกาละเทศะ เช่น ในหน้าร้อน อากาศร้อนมีผลทำให้กลิ่นน้ำหอมแรงขึ้น ควรฉีดน้ำหอมกลิ่นเบาๆ หรือฉีดกลิ่นที่คุณชอบ แต่ในปริมาณที่น้อยลงเพื่อให้กลิ่นไม่ฉุนเกินไป ส่วนหน้าหนาวก็อาจฉีดกลิ่นที่แรงๆ ได้แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน
หากคุณมีผิวแห้งควรฉีดน้ำหอม โดยเติมระหว่างวัน เนื่องจาก คนที่มีผิวแห้งกลิ่นน้ำหอมจะติดน้อยกว่า คนที่มีผิวมัน เนื่องจากผิวมันจะมีน้ำมันซึ่งช่วยให้กลิ่นติดทนนานขึ้น

ไม่ประโคมฉีด

การฉีดน้ำหอมในปริมาณมาก ฉีดซ้ำๆ เพื่อให้กลิ่นแรงๆ จนตัวเราเองได้กลิ่นตลอดเวลานั้น เพราะต้องการให้กลิ่นติดทนนาน อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะนั่นจะทำให้กลิ่นแรงและเป็นการรบกวนคนอื่นๆ บางครั้งการ
เนื่องจากเราจะไม่ค่อยได้กลิ่นเท่าใดนัก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปจมูกจะเริ่มชินกลิ่นจนเหมือนกลิ่นหายไป แต่ในความเป็นจริงกลิ่นยังคงติดอยู่ เมื่อเราเติมเข้าไปอีกจะทำให้กลิ่นแรงเกินไป ทำให้คนรอบข้างเกิดความรำคาญได้

บริเวณที่ควรหลีกเลี่ยง

ควรหลีกเลี่ยงการฉีดหรือแต้มกลิ่นที่หลังใบหูเพราะกลิ่นจะระเหยไปไวมาก ทำให้กลิ่นไม่ติดทนนาน
การฉีดน้ำหอมที่ข้อมือแล้วใช้ข้อมือสองข้างถูกัน ไม่ได้ช่วยให้กลิ่นหอมติดนานขึ้น แต่จะทำให้กลิ่นจางลง
– หลีกเลี่ยงที่จะทาโลชั่นที่มีกลิ่นหอมก่อนฉีดน้ำหอม เพราะจะทำให้กลิ่นตีกัน และกลิ่นเพี้ยนได้
– หลีกเลี่ยงการฉีดโดยตรงบนเสื้อผ้า เนื่องจากน้ำหอมแต่ละกลิ่นอาจเกิดปฏิกริยาโดยตรงกับเสื้อผ้า และน้ำหอมแต่ละกลิ่นก็ทำปฏิกริยาต่อเนื้อผ้าที่แตกต่างกัน เช่น บางกลิ่นอาจมีผลกับผ้ายีนส์ บางกลิ่นอาจมีผลกับผ้าซาติน
– แต่ถ้าจำเป็นที่จะฉีดควรฉีดให้ห่างจากตัวประมาณ 6 นิ้ว เพื่อให้ละอองน้ำหอมกระจายตัว ไม่ทิ้งรอยด่างไว้ที่เสื้อผ้าเหมใอนการฉีดใกล้ๆที่จะทำให้เห็นเป็นดวงๆ
– ระวังพวกเครื่องประดับด้วย เนื่องจากมักจะมีปฏิกริยาโดยตรงกับน้ำหอม และเห็นผลค่อนข้างชัด โดยเฉพาะพวก โลหะ ประเภท โรเดียม ส่วนพวก เพชร พลอย ไข่มุก ก็มีผลเช่นกัน คืออาจทำให้เกิดการหมองคล้ำได้